urnurse.net
  รวมเรื่องควรรู้ สำหรับการทำงานพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาล
การบริหารยา

Potassium Chloride injection

(KCl20 meq/10 ml)

แนวทางการบริหารยา

  1. การสั่งจ่ายต้องสั่งในหน่วย mEq เท่านั้น และให้ระบุหน่วยทุกครั้ง รวมทั้งปริมาณ LVP ที่ให้  
  2. การสั่ง Peripheral IV ห้ามเกิน 40 mEq/L ส่วน Central Line ห้ามเกิน 80 mEq/L และต้อง monitor
  3. ห้ามให้ IV push, IV bolus เพราะทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

บทบาทของพยาบาล

  1. เมื่ออัตราเร็วในการให้ยามากกว่า 10 meq/hr ควรใช้ infusion pump
  2. ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่องหรือ Heart block ควรลดอัตราเร็วในการบริหารยาลงประมาณครึ่งหนึ่ง
  3. เฝ้าระวังอาการที่แสดงว่ามีระดับโปแตสเซียมสูง หากพบ Serum potassium เกิน 5.5 meq/L ต้องตามแพทย์ ได้แก่อาการ ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน ท้องอืด หัวใจเต้นช้า ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย ชาปลายมือปลายเท้า
  4. monitor EKG , Vital sign
  5. ถ้าปริมาณปัสสาวะน้อยกว่า 600 mg/day อาจเกิด K+ สะสมได้

การแก้ไขภาวะพิษของโปแตสเซียมสูง

  • ให้ RI 10 units + 50% glucose 50-100 ml IV stat
  • ให้ Sodium bicarbonate สำหรับภาวะ acidosis
  • ให้ 10% Calcium gluconate 10 ml ทาง IV ช้าๆใน 5 นาที อาจให้ซ้ำได้อีกหลังให้ยาครั้งแรกนาน 5 นาที ถ้า EKG ยังผิดปกต

Sodium Bicarbonate Injection

(NaHCO3)

แนวทางการบริหารยา

  1. Dosage form: 7.5% (7.5 mg/mL=8.92 mEq/ 10 mL) ขนาดบรรจุ10 ml และ 50 ml.
  2. การให้ยาในเด็กอายุ < 2 ปี การให้ยาในอัตราเร็วอาจทำให้เกิดภาวะ Hypernatremia, CSF pressure ลดลง และภาวะเลือดออกในสมอง
  3. การใช้ I.V. NaHCO3 ใช้สำหรับภาวะmetabolic acidosis และภาวะ Hyperkalemia ซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดหัวใจวายได้
  4. Cardiac arrest ไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำ (โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ CPR โดยไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ)
  5. Infant &children: I.V. 0.5-1 mEq/kg/dose ให้ซ้ำทุก 10 นาที อัตราเร็วของการให้ยา ไม่
    ควรเกิน 10 mEq/นาที
  6. Neonate &children < 2 ปี ควรได้รับยาขนาด 4.2% solution (0.5mEq/mL)
  7. Adult :I.V. bolusเริ่มต้น 1mEq/kg/dose 1 ครั้ง ,Maintenance  0.5 mEq/kg/dose ทุก 10 นาที

บทบาทของพยาบาล

  1. เก็บที่อุณหภูมิห้อง ห้ามใช้เมื่อเปลี่ยนสีหรือมีตะกอน
  2. Monitor -Vital sign ,pH
  3. Serum Na:135-147 mEq/L(Overdose:Hypernatremia >150 mEq/L การรักษาให้diuretic,free water supplement)
  4. Seizure (การรักษาให้ Diazepam 0.1-0.25 mg/kg)
  5. ห้ามผสมรวมกับยา Amphotericin B,Amino acid,Amiodarone,Atropine,Calcium gluconate, Ciprofloxacin,Dopamine
  6. flush IV line ก่อนและให้ยาระหว่าง CPR

 Streptokinase injection

แนวทางการบริหารยา

  1. ไม่ควรใช้ชื่อย่อ
  2. ให้ยาทาง IV หรือ Intracoronary เท่านั้น  (หลีกเลี่ยงการให้ IM)
  3. ก่อนสั่งใช้ยา แพทย์ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับ โดยเฉพาะในรายที่มีเลือดออก หรือการใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด ได้แก่ aspirin,NSAIDS,Ticlopidine
  4. สั่งใช้ยาอย่างระมัดระวังในผู้ป่วยที่เคยใช้ Streptokinase ภายใน 1 ปี เพราะมีการสร้าง Streptokinase  antibody ขึ้น อาจจะลดประสิทธิภาพของยาและอาจเกิดปฏิกิริยาการแพ้ได้

บทบาทของพยาบาล

  1. ควรทดสอบปฏิกิริยาการแพ้ก่อนให้ยา โดยทำ Intradermal Skin Test. Streptokinase 100 IU หากไม่พบผลบวก หลังทดสอบ 15-20 นาที จึงสามารถให้ยาได้
  2. ควรมีการตกลงร่วมกันในการรับยาด่วนที่ห้องจ่ายยา เช่น ให้เขียนดาวสีแดงที่หน้าชื่อยา พร้อมทั้งนำใบสั่งยายื่นให้ถึงมือเจ้าหน้าที่ห้องยา พร้อมกำชับว่า “ยาด่วน” เพื่อขอรับยาทันที
  3. วิธีเตรียมยา Streptokinase 1,500,000 IU (1 vial) ละลายใน 0.9%NSS 10 ml จนหมดโดยไม่ควรเขย่า เพราะทำให้เกิดฟอง หลังผสมยาแล้วให้เก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 C ใช้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง และที่ 25 C ใช้ได้ภายใน 8 ชั่วโมง
  4. ในกรณีที่ต้องให้ยาโดยวิธี IV infusion ควรให้ยาผ่าน infusion pump และตรวจสอบเครื่องให้มีประสิทธิภาพและพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ก่อนให้ยาควรตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณยาที่ให้กับเวลาที่ใช้ในการให้ยาผ่านเครื่อง infusion pump
  5. Monitor BP, PTT,aPTT, Platelet count, Hematocrit ,Sign of bleeding ติดตามการเกิดภาวะเลือดออกอย่างใกล้ชิดทุก 15 นาที ใน 1 ชั่วโมงแรกที่ให้ยา หากเกิดอาการ เช่นไอเป็นเลือด เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีจ้ำเลือดตามผิวหนัง ให้หยุดยา และอาจพิจารณาให้ Whole blood หรือ Pack Red cell
  6. ไม่ควรผสมกับยาอื่น

Warfarin

แนวทางการบริหารยา

  1. ห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์
  2. หากพบว่า มีการสั่งใช้ยา Warfarin มากกว่าวันละครั้ง หรือมีการสั่งรับประทานยามากกว่า 10 mg/day  และหากเป็นการสั่งใช้ยาในเด็ก หรือผู้สูงอายุ  ให้ยืนยันความถูกต้องของใบสั่งยาว่าตรงกับผู้ป่วยอีกครั้ง
  3. กรณีที่เป็นผู้ป่วยใหม่ ควรมีการประสานการติดตามค่า INR ทุกวันจนกว่าจะคงที่ และปรับเป็นทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนตามความเหมาะสมในการติดตามผลการรักษา
  4. โดยทั่วไปค่า INR ที่เหมาะสม จะอยู่ระหว่าง 2-3.5 หากแตกต่างจากช่วงดังกล่าวให้ปรึกษาแพทย์

บทบาทของพยาบาล

  1. ติดตามระดับเกล็ดเลือดของผู้ป่วยเสมอ
  2. ช่วยดูว่ามีเลือดออกในปาก เลือดกำเดา เลือดในปัสสาวะ จ้ำเลือดที่ผิวหนังหรือไม่
  3. ผู้สูงอายุต้องดูแลพิเศษเพราะมีผิวบาง และเส้นเลือดเปราะ
  4. เตรียมยาแก้อาการเลือดออกไม่หยุดไว้ เช่น Vitamin K
  5. ห้ามผู้ปวยสูบบุหรี่
  6. แนะนำผู้ป่วยให้บอกทันตแพทย์ทุกครั้งว่าใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่
  7. แนะนำผู้ป่วยให้ระวังบาดแผล เช่น ควรใช้มีดโกนหนวดไฟฟ้าแทนใบมีดธรรมดา
  8. เขียนชื่อยาที่ใช้ติดตัวไว้เสมอเผื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
  9. สอนวิธีห้ามเลือดง่ายๆ เช่นใช้ผ้าสะอดากดที่แผล 5-10 นาที

Hit Counter