urnurse.net
  รวมเรื่องควรรู้สำหรับการทำงานพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาล
การตรวจเพื่อวินิจฉัย
 

การให้เลือด :Blood transfusion

วัตถุประสงค์

  • เพื่อทดแทนเลือดที่สูญเสียไป  เช่น  ผู้ป่วยตกเลือด  เสียเลือดจากการผ่าตัด  อุบัติเหตุ
  • เพื่อทดแทนเม็ดเลือดแดง  และรักษาระดับฮีโมโกลบิน  เพิ่มการนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย  เช่น  ผู้ป่วยโลหิตจางอย่างรุนแรง
  • เพื่อทดแทนปัจจัยการแข็งตัวของเลือด  เช่น  ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย  (Hemophelia)
  • เพื่อถ่ายเทสารพิษออกจากร่างกาย

ข้อแนะนำสำหรับการให้เลือด

1. การขอเลือดจากชันสูตร  ผู้ป่วยจะได้รับการเจาะเลือด  เพื่อตรวจสอบหาหมู่เลือด  และการเข้ากันของเลือดผู้ป่วย  (recipient)  จากผู้บริจาค  (Doner) 

2. การตรวจสอบเลือด  เมื่อได้รับเลือดจากธนาคารเลือด  ก่อนนำมาให้แก่ผู้ป่วยต้องตรวจสอบเลือด  ดังนี้

  • ตรวจสอบชื่อ  สกุล  เลขประจำตัวของผู้ป่วย  ชนิดของเลือด  หมู่เลือด  หมายเลขเลือด  อาร์เอช  ให้ตรงกันทั้งในใบขอเลือด  ใบแจ้งที่คล้องติดกับถุงเลือดและป้ายข้างถุงเลือด  และให้ตรงกับแฟ้มประวัติผู้ป่วยด้วย 
  • ตรวจสอบลักษณะเลือดดูว่าไม่มีสีหรือความขุ่นผิดปกติ  และไม่มีฟองอากาศที่ผิดปกติ
  • ตรวจสอบวันหมดอายุของเลือด  ถ้าพบว่าหมดอายุไม่นำมาให้ผู้ป่วย  ให้ส่งคืนชันสูตร
  • ให้เลือดที่นำออกจากชันสูตรทันที  อาจนำมาวางพักสักครู่ก่อนให้ผู้ป่วยแต่ไม่เกิน  20 – 30  นาที 
  • ห้ามอุ่นเลือด  ยกเว้นผู้ป่วยที่ต้องได้รับเลือดจำนวนมาก  ในระยะเวลาอันสั้นหรือไม่เกิน     24  ชั่วโมง  ต้องอุ่นเลือดโดยใช้เครื่องอุ่นเลือด
  • ห้ามผสมยาใด ๆ  หรือสารน้ำเข้าไปในขวดเลือด  และไม่สามารถให้  5%D/ W หรือ  Ringer’s  Lactate  เข้าไปในสายเลือดในขณะให้เลือดแก่ผู้ป่วย  เพราะจะทำให้เม็ดเลือดบวมหรือแตกได้

3.ระหว่างให้เลือด พยาบาลต้องเฝ้าระวังปฏิิกริยาิการแพ้เลือดด้วย

ภาวะแทรกซ้อนจากการให้เลือด

1. Acute intravascular hemolytic reaction เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด ส่วนใหญ่เกิดจาก ABO incompatibility ปฏิกิริยาระหว่าง antigen กับ antibody นี้เกิดขึ้นทันที และส่งผลให้เม็ดเลือดแดงแตก ทำให้ Hb ในเม็ดเลือดแดงออกมานอกเซลล์จนเกิด hemoglobinemia และ hemoglobinuria ตามมา ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เจ็บหรือแสบบริเวณตำแหน่งที่ให้เลือด ปวดตามข้อต่าง ๆ บางรายอาจมีอาการปวดหลังร่วมด้วย และหากอาการรุนแรงมากก็อาจทำให้ผู้ป่วยมีภาวะ shock ได้ เมื่อสงสัยภาวะนี้ในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับเลือดก็ควรหยุดการให้เลือดทั้งหมดในทันที ควรส่งเลือดที่เหลืออยู่และเลือดของผู้ป่วยตรวจหมู่เลือด crossmatch เพื่อยืนยันการวินิจฉัยให้สารน้ำ crystalloid เพื่อให้ปัสสาวะออกอย่างน้อย 1-2 cc/kg/hr รวมถึงเฝ้าระวังภาวะ Disseminated Intravascular Clot และ Acute Tubular Necrosis ที่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนการให้ steroid นั้นยังไม่มีการศึกษามากพอที่จะสนับสนุนว่ามีประโยชน์

2. Febrile transfusion reaction เป็นภาวะไม่รุนแรง ที่พบบ่อยผู้ป่วยจะมีไข้ หนาวสั่น และปวดเมื่อยตามร่างกาย มักเกิดจาก antileukocyte หรือ antiplatelet ที่ปรากฏอยู่ในเลือดของผู้ป่วยที่เคยได้รับเลือดมาหลายครั้ง อาการมักเกิดใน 2-3 ชั่วโมงแรกของการให้เลือด แพทย์ควรให้การรักษาตามอาการ โดยให้ยาลดไข้ และ antihistamine จะช่วยลดอาการได้ ที่สำคัญคือภาวะนี้มีส่วนคล้ายกับ intravascular hemolytic reaction เนื่องจากมีอาการไข้ หนาวสั่นได้เหมือนกัน ดังนั้น หากภาวะนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกควรส่งเลือดตรวจเพื่อแยกจากภาวะ acute intravascular hemolytic reaction รวมถึงเก็บตัวอย่างเลือดส่งเพาะเชื้อด้วย

3. Allergic reaction (urticaria to anaphylaxis) ผื่นลมพิษอาจเกิดจากปฏิกิริยาการแพ้ต่อโปรตีนในเลือดของผู้บริจาค หากไม่มีอาการรุนแรงอื่น ๆ ร่วมด้วยก็อาจรักษาด้วย antihistamine โดยไม่จำเป็นต้องหยุดการให้เลือด ในบางกรณีโดยเฉพาะผู้ป่วย IgA deficiency จะเกิดปฏิกิริยาการแพ้อย่างรุนแรงเป็น anaphylaxis ได้ โดย antibody ต่อ IgA ในเลือดของผู้ป่วยทำปฏิกิริยากับ IgA ของเลือดที่นำมาให้ จนทำให้ผู้ป่วยเกิดความดันโลหิตต่ำ หายใจหอบ และมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย แพทย์ควรรักษาภาวะนี้ด้วยการให้ epinephrine และ corticosteroids นอกจากนี้ หากต้องได้รับเลือดอีกในอนาคตก็ควรเลือกเป็น washed packed red cells ให้แทน

4. Transfusion-related acute lung injury มักเกิดใน 6 ชั่วโมงแรกของการให้เลือด ผู้ป่วยจะเกิด respiratory distress ขึ้นอย่างฉับพลัน ฟิล์มเอกซเรย์ปอดจะมีลักษณะของ diffuse alveolar infiltration ของปอดทั้ง 2 ข้าง ซึ่งไม่สามารถแยกจาก Acute Respiratory Distress Syndrome ได้จากฟิล์มเอกซเรย์ สาเหตุสันนิษฐานว่าเกิดจาก granulocyte ก่อให้เกิด immune-mediated complex สะสมที่ปอด และก่อ non-cardiogenic pulmonary edema ตามมา การรักษาประกอบด้วย หยุดการให้เลือดทันที ร่วมกับแก้ไขภาวะ hypoxemia จนถึงกับอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในรายที่มีอาการหนักมาก

5. Extravascular hemolytic transfusion reaction ผู้ป่วยมีอาการไข้ โลหิตจาง และตัวเหลือง อาการมักเกิดขึ้นช้า คือหลังจากได้รับเลือดไปแล้ว 2-3 วันจนถึง 1 สัปดาห์ ยืนยันการวินิจฉัยโดยจะพบผลตรวจ Coomb’s test เป็นบวก มีระดับ billirubin ที่สูงขึ้น และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการให้เลือด แพทย์ควรให้การรักษาตามอาการเท่านั้น

6. Transfusion-associated graft versus host disease ในภาวะปรกติ T-cell lymphocyte ที่ปนมาในเลือดที่ได้รับจากการให้เลือดจะถูกระบบภูมิคุ้มกัน (immune system) ของ host ทำลายไป แต่ในกรณีที่ host ไม่มีภูมิคุ้มกันหรือมีน้อยมาก T-cell lymphocyte แปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายจะสามารถกระตุ้นให้เกิด immune complex ซึ่งจะทำลายเซลล์ของผู้ที่ได้รับเลือดเอง เรียกว่า transfusion-associated GVHD อาการแสดงไม่ต่างจาก GVHD ที่เกิดในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือปลูกถ่ายอวัยวะคือจะเกิดการกดไขกระดูก (bone marrow suppression) ไข้สูง ผื่นแบบ maculopapular rash โดยเฉพาะถ้าพบในบริเวณหลังหู คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายเหลว ตับโต ภาวะนี้ยังไม่มีการรักษาที่ได้ผลดี และผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้ในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือกำลังจะได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ จึงแนะนำให้ใช้เลือดที่ผ่านการฉายรังสีแกมมา (irradiated red cells) เพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของ T-cell lymphocyte ในตัวของผู้ป่วย หากไม่มี irradiated red cells ก็ให้ใช้ leukocyte-poor red cells แทนได้

7. Volume overload ในผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะโลหิตจางเรื้อรัง แล้วได้รับเลือดปริมาณมาก หรือให้เลือดเร็ว ๆ อาจจะเกิด congestive heart failure วิธีการป้องกันคือให้เลือดช้า ๆ เช่น 1 unit ในเวลา 4 ชั่วโมง และให้ยาขับปัสสาวะร่วมด้วย

8. Massive blood transfusion หมายถึง การได้รับเลือดเป็นปริมาณที่มากกว่าปริมาณเลือดทั้งหมดของผู้ป่วยภายในระยะเวลา 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อันได้แก่ hypothermia ซึ่งสามารถป้องกันโดยการอุ่นเลือดที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ก่อนนำมาให้แก่ผู้ป่วย, hypocalcemia ซึ่งเกิดจากสาร citrate ที่เป็นส่วนประกอบหลักของ preservatives ในเลือดที่เก็บไว้ จะมีผลทำให้ ionized calcium ลดลง ทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดมีอาการเกร็ง มือจีบเกิดขึ้น ซึ่งควรรักษาด้วยการให้ calcium แก่ผู้ป่วยที่มีระดับแคลเซียมต่ำกว่าปรกติ หรือมี EKG ที่ผิดปรกติ

9. Infectious complication การติดเชื้อจากการให้เลือดพบได้น้อย เนื่องจากมีการตรวจหาเชื้อไวรัสและแบคทีเรียก่อนที่จะนำเลือดไปใช้ในการรักษา โดยความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีประมาณ 1:58,000 ถึง 1:149,000 unit, ความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีประมาณ 1:872,000 ถึง 1:1,700,000 unit, ความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส HIV ประมาณ 1:1,400,000 ถึง 1:2,400,000 unit การติดเชื้อไวรัสจากการให้เลือดมักเกิดจากทำการเก็บเลือดในขณะที่ผู้บริจาคอยู่ในช่วง window period ซึ่งจะตรวจหาเชื้อไม่พบความผิดปรกติ ส่วนเชื้อแบคทีเรียนั้นโดยมากจะเกิดจากการปนเปื้อนขณะที่ทำการเก็บเลือด โดยมากมักพบการปนเปื้อนในเกล็ดเลือดมากกว่า เพราะเกล็ดเลือดต้องเก็บที่อุณหภูมิห้องซึ่งเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เชื้อที่พบปนเปื้อนบ่อยใน packed red cells คือ Yersinia enterocolitica ส่วนเชื้อที่พบบ่อยในเกล็ดเลือดคือ Staphylococcus aureus

Hit Counter