urnurse.net
  การตรวจรักษาโรคเบื้องต้น
 

อาการทาง ตา หู จมูก คอ

:: อาการ

ถ้ามีอาการตามองเห็นไม่ชัดหรือมืดมัว ร่วมกับอาการข้อใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้
    1.1 ปวดตารุนแรง
    1.2 ตามืดมัวลงฉับพลันทันที
    1.3 เกิดขึ้นหลังได้รับบาดเจ็บที่ตา
    1.4 รู ม่านตา 2 ข้างไม่เท่ากัน

:: การรักษา

ส่งต่อทันที โดยให้การรักษาเบื้องต้น ดังนี้

  • ปิดตาและให้ยาแก้ปวด

ตามองเห็นไม่ชัดหรือมืดมัวจาก ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง

  • ตามองเห็นไม่ชัดหรือมืดมัว
  • มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง

 

  • ให้คำแนะนำการควบคุมโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง
  • ส่งต่อภายใน 1 สัปดาห์

สายตาผิดปกติ

  • มองเห็นไม่ชัด เฉพาะมองใกล้หรือ มองไกล

 

  • ตรวจวัดสายตาเบื้องต้น
  • ส่งต่อภายใน 2 สัปดาห์

ต้อกระจก

  • สายตาค่อยๆ มัวลงอย่างช้าๆ เป็นเวลานาน
  • ตรวจพบเลนส์ตาขุ่น

 

  • ส่งต่อภายใน 1 เดือน

คันตาจากการแพ้ยา อาหาร หรือสารเคมี

  • หนังตาบวมคันเกิดขึ้นฉับพลัน

 

  • ให้ยาแก้แพ้ chlorpheniramine
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
  • ควรส่งต่อ ถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้
    • ถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน
    • หนังตาบวมจนลืมไม่ได้
    • มีอาการหายใจลำบากร่วมด้วย
    • พิจารณาให้ chlorpheniramine เข้ากล้ามเนื้อก่อนส่งต่อ หรือให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ

เยื่อตาอักเสบจากการแพ้

  • คันตาเป็นๆ หายๆ ประจำ
  • มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้

 

  • ให้ยาหยอดตากลุ่มต้านฮีสตามีน เช่น histaoph หยอดวันละ 2-3 ครั้ง
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
  • ควรส่งต่อถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน

เยื่อบุตาอักเสบ

  • มีขี้ตาสีเหลืองหรือเขียว 
  • เคืองตา น้ำตาไหล

 

  • ใช้ยาหยอดตา/ยาป้ายตาปฏิชีวนะ
  • ปิดตา
  • ให้ยาปฏิชีวนะ (Doxycycline หรือ amoxicillin)
  • แนะนำหลีกเลี่ยงการขยี้ตา  งดว่ายน้ำและให้แยกของใช้  เพื่อป้องกันการติดต่อผู้อื่น
  • ในช่วงการระบาดของโรคตาแดง  ให้หยุดพักและแยกนาน 3-5 วัน  พร้อมทั้งส่งรายงานโรคตามแบบรายงาน
  • ควรส่งต่อ  ถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง  ต่อไปนี้
    • อาการไม่ดีขึ้นใน 3 วัน
    • มีอาการตาพร่ามัว
    • หนังตาบวมแดง
    • พบในทารกแรกเกิด

เลือดออกใต้้เยื่อบุตา

  • ตาขาวเป็นปื้นแดง  หรือเป็นรอยห้อเลือด  โดยไม่มีขี้ตา
  • เกิดหลังได้รับบาดเจ็บที่ตา  หรือมีอาการ  ไอรุนแรง
    • ให้สังเกตดูอาการ 1-2 สัปดาห์  ซึ่งมักจะค่อยๆจางหายไปได้เอง
    • ห้ามขยี้ตา  หรือใช้ยาหยอดตา

    ควรส่งต่อ  ถ้ามีอาการปวดตา  หรือพร่ามัวร่วมด้วย

กุ้งยิง

  • ปวดตา/เคืองตา
  • เป็นตุ่มฝีที่ขอบเปลือกตา

 

  • ให้ประคบด้วยน้ำอุ่นจัดๆ  และใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะ หยอดทุก 2 ชั่วโมง
  • Aspirate หรือ ทำ I/C (ถ้าทำได้) เฉพาะ External type  hordeolum
  • ในกรณีที่ตุ่มหนองใหญ่ หรือมีมากกว่าหนึ่งตุ่ม ให้ยาปฏิชีวนะ Dicloxacillin หรือ (erythromycin) นาน 3-5 วัน
  • ควรส่งต่อ  ถ้าไม่ดีขึ้นใน 3 วัน หรือเป็นๆหายๆ บ่อย
อาการเคืองตาหลังถูกฝุ่นหรือเศษผงเข้าตา

 

  • ให้กะพริบตาในน้ำสะอาด  หรือใช้ไม้พันสำลีเขี่ยออก  หรือล้างตา
  • ควรส่งต่อ  ถ้ายังไม่หายเคือง  หรือสงสัยเศษผงคาอยู่ในตา

ต้อเนื้อ

  • ตรวจพบเยื่อเหลืองๆแดงๆที่ตาขาว ตรงหัวตา หรือหางตา
  •  มีอาการเคืองตา

 

 

  • ให้ใช้ยาหยอดตาลดการระคายเคือง  หยอดทุก 2 ชั่วโมง
  • แนะนำใส่แว่นตาดำ เพื่อ หลีกเลี่ยงฝุ่น  แสงแดด  และลมแรง
  • ควรส่งต่อ  ถ้าไม่ดีขึ้นใน 3 วัน หรือต้อเนื้อลามเข้าตาดำ

กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า

  • ปวดตาโดยไม่มีอาการร่วมอื่นๆ

 

 

  • ให้พักการใช้สายตา กินยาแก้ปวด
  • ควรส่งต่อ  ถ้ามีอาการอย่างใดอย่าหนึ่ง ต่อไปนี้
    • ถ้ากินยาแก้ปวดไม่ทุเลา
    • มีอาการตาพร่ามัว
    • ปวดนานเกิน 3 วัน

ไมแกรน

  • ปวดรอบๆ  กระบอกตา  ร่วมกับอาการปวดตุบๆ  ที่ขมับนานเป็นชั่วโมงๆ 
  • ความดันโลหิตปกติ

 

  • ให้ยาแก้ปวด (paracetarmol) กินทันทีเมื่อเริ่มมีอาการ  แล้วนอนหลับสักตื่น หรือนั่งพักผ่อนหายใจเข้าออกยาวๆ  ในห้องที่มืด เงียบ และเย็น สบาย
  • แนะนำวิธีป้องกันโดยพยายามหลีกเลี่ยงเหตุกำเริบ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้  หรือยังปวดบ่อยให้กิน amitriptyline 10 มก. วันละครั้งก่อนนอน
  • ควรส่งต่อ  ถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง  ต่อไปนี้
    • ถ้ากินยาแล้วไม่ทุเลา
    • ปวดนานเกิน 3 วัน ปวดแรง หรือถี่ขึ้นกว่าเดิม
    • มีอาการครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 40 ปี
    • หรือความดันโลหิต SBP ≥ 140 หรือ DBP ≥ 90 ปรอท

Cluster headache

  • ปวดบริเวณรอบๆหระบอกตา หนังตาบวม น้ำตาไหล ปวดตื้อๆ นานเป็นชั่วโมง
    • ให้ยาแก้ปวด paracetamol หรือยากลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen กินวันละ 2-3เวลาหลังอาหารทันที
    • ถ้ายังปวดให้กิน amitriptyline 10 มก. วันละครั้งก่อนนอน

ไซนัสอักเสบ

  • ถ้าปวดตารอบๆ กระบอกตา ร่วมกับอาการคัดจมูกและมีน้ำมูก  หรือเสมหะข้นเหลือง  หรือเขียวและไอ  มีเสมหะ  เวลากลางคืน (post nasaldrip)

 

  • ให้ยาแก้ปวด
  • ยาลดน้ำมูก (pseudoephedrine)
  • ให้ยาปฏิชีวนะ (amoxicillin หรือ cotrimoxazole หรือ erythromycin) 3-5 วัน ถ้าดีขึ้นให้กินต่อจนครบ 14 วัน
  • ควรส่งต่อ ถ้าไม่ดีขึ้นหรือเป็นๆ หาย

ก้างปลาหรือกระดูกติดคอ

  • สงสัยก้างปลาหรือกระดูกติดคอ (เจ็บคอเกิดขึ้นทันทีขณะรับประทานอาหาร)

 

  • ถ้ามองเห็น ใช้ปากคีบดึงก้างปลาออก 
  • ถ้าไม่พบก้างหรือกระดูก  และยังเจ็บอยู่ ให้สังเกตอาการต่อ  และให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อ (penicillin V หรือ erythromycin หรือ amoxicillin) นาน 3-5 วัน
  • ควรส่งต่อภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าไม่ดีขึ้น

ต่อมทอนซิลอักเสบ

  • มีไข้
  • ทอนซิลบวมแดง  หรือมีจุดหนอง

 

  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ
  • ให้ยาลดไข้
  • รับประทานอาหารอ่อน รสไม่จัด
  • ให้ยาปฏิชีวนะ (penicillin V หรือ dicloxacillin หรือ amoxicillin) 3 วัน ถ้าดีขึ้นกินต่ออีก 7 วัน
  • ควรส่งต่อ ถ้าไม่ดีขึ้น
เจ็บคอ  หรือแสบภายในลำคอ  อาจมีไข้ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ 

 

  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ หรือใช้ใบฟ้าทลายโจรสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำนาน 10- 15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง
  • พิจารณาให้ยาอมสมุนไพร บรรเทาอาการเจ็บคอ
  • งดเหล้า บุหรี่
  • ถ้ามีไข้ให้ยาลดไข้  และให้ยาตามอาการ

สงสัยมีแมลงเข้าหู

  • ปวดหู และ มีเสียงดังในหู

 

  • มองเห็นตัวแมลง  หากแมลงตายและอยู่ตื้น ให้คีบออกด้วย ear forceps
  • กรณีมองไม่เห็นตัวแมลง  ให้หยอดหูด้วย glycerine หรือน้ำมันพืช
  • คีบไม่ออก  หรือมองไม่เห็นให้ส่งต่อ

Ear wax impact

  • หูอื้อ / หูตึง ตรวจพบ ear wax impact

 

  • ให้ยาละลายขี้หู
หูอื้อ ร่วมกับอาการหวัดหรือภูมิแพ้

 

  • ให้ pseudoephedrine 1×2 ร่วมกับการปิดปากปิดจมูก เป่าลมออกหู
  • ควรส่งต่อภายใน 1 สัปดาห์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น

หูชั้นนอกอักเสบ

  • เจ็บหู/หูอื้อ/หูตึง 
  • ดึงใบหูขยับไปมารู้สึกเจ็บมากขึ้น

 

  • ถ้ามีไข้หรือปวด ให้ยาแก้ปวดลดไข้
  • ให้ยาปฏิชีวนะ (dicloxacillin หรือ erythromycin ) 3 วัน ถ้าดีขึ้นกินต่ออีก 7 วัน
  • ควรส่งต่อ ถ้ากินยา 3 วัน แล้วอาการไม่ดีขึ้น
Hit Counter